03_การพัฒนาการสอนสำหรับการศึกษาทางไกล

แหล่งที่มาของข้อมูล
University of Idaho, College of Engineering
http://www.uidaho.edu/eo

  • ความจำเป็นในการพัฒนาการสอน
  • ขั้นตอนการออกแบบ
  • ขั้นตอนการพัฒนา
  • ขั้นตอนการประเมิน
  • ขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไข
  • บทสรุป

ความจำเป็นในการพัฒนาการสอน
การพัฒนาการสอนนำไปสู่กระบวนการและการวางกรอบในการวางแผน  การพัฒนา  และการปรับการสอนอย่างเป็นระบบ  ซึ่งขึ้นกับความต้องการของผู้เรียนและเนื้อหาสาระที่กำหนดไว้  กระบวนการดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการศึกษาทางไกลซึ่งครูและนักศึกษาอาจจะมีพื้นเพที่ต่างกันและอาจจะแทบไม่เคยพบกัน  แม้ว่าจะมีโมเดลในการพัฒนาการสอนและกระบวนการอยู่หลายแบบ (ดู Dick & Carey, 1990; Gustafson & Powell, 1991)  แต่โมเดลส่วนใหญ่ก็จะมีขั้นตอนพื้นฐานที่เหมือนๆ กัน คือ  การออกแบบ (design)  การพัฒนา (development)  การประเมิน (evaluation)  และการทบทวน (revision)

ขั้นตอนการออกแบบ
1.   พิจารณาถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการสอน เริ่มต้นด้วยการพิจารณาว่ามีความจำเป็นในการสอนอย่างไรบ้าง โดยพิจารณาว่ามีข้อมูลภายนอกอะไรที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความจำเป็นดังกล่าว  มีปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดความจำเป็นในการสอนนั้น  และมีประสบการณ์ในอดีตอะไรบ้างที่ชี้ว่าการสอนที่ตระเตรียมขึ้นจะช่วยสนองตอบความต้องการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.  วิเคราะห์ผู้ชมรายการ เพื่อให้เข้าใจถึงผู้เรียนที่อยู่ห่างไกลและความต้องการของเขาได้ดีขึ้น  จะต้องพิจารณาถึง อายุ  พื้นเพทางด้านวัฒนธรรม  ประสบการณ์ในอดีต  ความสนใจ  และระดับการศึกษาของพวกเขา  ประเมินว่าผู้ชมการสอนมีความคุ้นเคยกับวิธีการสอนและการเผยแพร่การสอนแบบใด  ดูว่าผู้ชมจะนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ได้อย่างไร  และสังเกตว่าในชั้นเรียนควรจะประกอบด้วยการรวมกลุ่มของผู้เรียนหลายๆ แบบ หรือจะเป็นกลุ่มย่อยเฉพาะที่มีลักษณะแตกต่างออกไป (เช่น  กลุ่มคนในเมืองกับคนชนบท  หรือกลุ่มนักศึกษาปริญญาตรีกับนักศึกษาปริญญาโท)  และหากเป็นไปได้ ผู้สอนควรจะไปเยี่ยมสถาบันของผู้เรียนรู้ที่อยู่ห่างไกลออกไป และสัมภาษณ์นักศึกษาที่อาจจะเข้าร่วมในโครงการ  ทั้งเป็นรายบุคคลและกลุ่มย่อย  การให้ความสนใจเป็นส่วนตัวเช่นนี้จะทำให้นักศึกษารู้สึกว่า ครูไม่ใช่เป็นผู้ประสงค์จะไม่แสดงตัวที่เพียงแต่เชื่อมโยงกับนักศึกษาโดยเทคโนโลยีทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น  อนึ่ง เพื่อนร่วมงานที่ได้ทำงานกับกลุ่มประชากรเป้าหมายจะสามารถให้คำแนะนำได้เช่นกัน

3.  ตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการสอน ตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการสอนโดยจะขึ้นกับลักษณะของปัญหา รวมทั้งความต้องการและลักษณะของนักศึกษากลุ่มนั้น  Goals (เป้าหมาย) คือการกล่าวอย่างกว้างๆ ถึงความมุ่งหมายในการสอน  ส่วน Objectives  (วัตถุประสงค์) หมายถึงขั้นตอนเฉพาะที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย (goals)

ขั้นตอนการพัฒนา
1.  จัดทำโครงเรื่องของเนื้อหาสาระ จัดทำโครงเรื่องของเนื้อหาสาระโดยจะขึ้นกับปัญหาในการสอน  การวิเคราะห์กลุ่มผู้ชมการสอน  เป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการสอน   และความเข้าใจในสาระของหลักสูตรตามที่ต้องการ

2.  ทบทวนวัสดุการสอนที่มีอยู่ ในขั้นต่อไปผู้สอนควรจะทบทวนวัสดุการสอนที่มีอยู่  ไม่ควรจะใช้วัสดุการสอนด้วยเหตุผลที่ว่ามีอยู่แล้ว หรือเพราะวัสดุดังกล่าวใช้ได้ผลดีกับห้องเรียนแบบเก่า (ดู Beare, 1989)  โดยเฉพาะในกรณีที่กำลังพิจารณาจะใช้วัสดุที่ทำไว้ก่อนแล้วสำหรับ telecourses    เครื่องมือการสอนที่จัดทำไว้ล่วงหน้านั้นทำขึ้นเพื่อนำไปเผยแพร่กับนักศึกษาที่มีพื้นเพและประสบการณ์คล้ายคลึงกัน   จึงอาจไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้กับนักศึกษาที่อยู่ห่างไกลที่มาเรียนหลักสูตรดังกล่าวและต่างก็มีพื้นเพต่างกัน  หากจะมีการนำวัสดุที่จัดทำไว้ก่อนแล้วมาใช้ ควรจะลองจัดทำ  บทนำ   บทสรุป และบทย่อ ที่จะช่วยให้วัสดุที่ใช้ในการเรียนมีความสัมพันธ์กับบริบทของการสอนทางไกล

3.  เรียบเรียงและจัดทำเนื้อหาสาระ ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ครูกำลังเผชิญอาจจะเป็นการสร้างตัวอย่างต่างๆ ที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษา  ส่วนใหญ่ของเนื้อหาสาระถูกนำมาสอนโดยการใช้ตัวอย่างที่ทำให้สาระมีความสัมพันธ์กับบริบทที่เป็นที่เข้าใจโดยนักศึกษา  ตัวอย่างที่ดีที่สุดจะมีความโปร่งใส ทำให้ผู้เรียนรู้สามารถมุ่งความสนใจไปยังสาระที่นำเสนอ  แต่หากตัวอย่างไม่เหมาะสมการเรียนรู้ก็จะมีอุปสรรค  กรณีนี้เป็นการท้าทายอย่างยิ่งสำหรับการเรียนการสอนในชนบทและในที่ที่หลากหลายด้วยวัฒนธรรมซึ่งประสบการณ์ของผู้สอน และตัวอย่างของสาระอาจจะดูแปลกสำหรับผู้เรียนรู้ทางไกล  เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ต้องมีการหารือถึงตัวอย่างของสาระที่จะนำเสนอกับกลุ่มผู้ชมที่เป็นเป้าหมายที่ลองสุ่มตัวอย่างมา

4.  เลือก/จัดทำวัสดุการสอน และวิธีเผยแพร่การสอน การจัดทำวัสดุการสอนและการเลือกวิธีเผยแพร่การสอนมักจะต้องนำเทคโนโลยีของทั้งสิ่งพิมพ์  เสียง  วีดีโอ  และข้อมูลมาใช้ร่วมกับวิธีการติดต่อแบบเผชิญหน้ากัน  สิ่งท้าทายในกรณีนี้ก็คือการนำวิธีการเผยแพร่การสอนต่างๆ มาใช้ร่วมกัน โดยขึ้นกับความต้องการของผู้เรียนรู้ ลักษณะของเนื้อหาสาระที่ต้องการ  และข้อจำกัดทางเทคนิค  ตัวอย่าง เช่น การต้องพึ่งพาเทคนิคในการเผยแพร่การสอนที่สมาชิกของชั้นเรียนบางคนไม่สามารถเข้าถึงได้ก็อาจไม่มีประโยชน์เท่าใดนัก  ต้องให้มั่นใจว่านักเรียนรู้ทางไกลทุกคนจะสามารถใช้ระบบการเผยแพร่การสอนเดียวกันนั้นได้ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงที่จะต้องจัดให้มีการสอนในทำนองเดียวกันนั้นอีก

ขั้นตอนการประเมิน
1.  ทบทวนเป้าหมายและวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ประการหนึ่งของการประเมินก็เพื่อดูว่าวิธีการสอนและวัสดุการสอนได้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์หรือไม่  การนำการสอนไปปฏิบัติเป็นการทดสอบที่แท้จริงครั้งแรกของสิ่งที่ได้เตรียมขึ้นมา  พยายามทดสอบการสอนในระดับเล็กๆ ก่อนที่จะนำไปปฏิบัติ  หากไม่สามารถทำได้ ก็อาจถือว่าการนำไปปฏิบัติครั้งแรกเป็นการทดสอบความมีประสิทธิภาพ

2.  สร้างกลยุทธ์ในการประเมินผล วางแผนว่าจะประเมินประสิทธิผลของการสอนอย่างไรและเมื่อไร

1.  การประเมินแบบ formative evaluation  ใช้แก้ไขวิธีการสอนในขณะที่ยังมีการพัฒนาและนำหลักสูตรไปใช้ ตัวอย่าง เช่น ครูทางไกลอาจส่งโปสการ์ดที่จ่าหน้าซองและปิดแสตมป์ล่วงหน้าไปให้นักศึกษากรอกข้อความและส่งกลับมาให้หลังจากการสอนแต่ละครั้งสิ้นสุดลง  การ “ประเมินระดับย่อยๆ”  นี้อาจเน้นในเรื่องจุดแข็งและจุดอ่อนของหลักสูตร  ข้อกังวลด้านเทคนิคและการเผยแพร่การสอน  และเนื้อหาสาระที่ควรจะขยายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

2.  การประเมินแบบ summative evaluation  เป็นการประเมินหลังจากการสอนสิ้นสุดลง และการประเมินนี้จะเป็นฐานข้อมูลสำหรับการแก้ไขหลักสูตรและการวางแผนในอนาคต  หลังจากเสร็จสิ้นหลักสูตรการสอนแล้ว อาจจัดให้มี summative evaluation โดยการระดมสมองนักศึกษาเพื่อหาทางปรับปรุงหลักสูตรให้ดีขึ้น  อาจจัดให้มีผู้ช่วยอำนวยความสะดวกจากท้องถิ่นนั้น เพื่อช่วยดำเนินการหารือเพื่อประเมินผลและกระตุ้นให้เกิดการหารืออย่างเปิดเผย

ในการประเมินแบบ formative และ summative evaluation  จะมีการเก็บข้อมูลแบบทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ กล่าวคือ

–  ในเชิงปริมาณ (quantitative evaluation) จะขึ้นอยู่กับขอบเขตของคำตอบ และจะมีรูปแบบตามผลการวิจัยทดลองโดยเน้นถึงการเก็บข้อมูล และปริมาณข้อมูลในเชิงสถิติเป็นสำคัญ

–  ในเชิงคุณภาพ (qualitative evaluation) จะเน้นในเชิงลึกของคำตอบ โดยใช้วิธีที่เจาะจงถึงตัวบุคคล เช่น การสัมภาษณ์  และการสังเกตการตอบคำถามของบุคคลจำนวนไม่มากนักแต่จะเน้นถามในเชิงลึก  การประเมินเชิงคุณภาพอาจจะมีคุณค่ามากกว่าเพราะคุณสมบัติอันหลากหลายของผู้เรียนรู้ทางไกลอาจจะทำให้ได้คำตอบที่ขัดแย้งกับผลของการวิเคราะห์ทางสถิติได้  วิธีการที่ดีที่สุดมักจะเป็นการใช้วิธีประเมินเชิงปริมาณของผลการเรียนของนักศึกษาร่วมกับวิธีสัมภาษณ์โดยใช้คำถามแบบเปิด และการสังเกตการณ์จากผู้ไม่ได้เข้าร่วมด้วย เพื่อเก็บและประเมินข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติที่มีต่อประสิทธิผลของหลักสูตร และเทคนิคที่ใช้ในการสอน

3.  รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากการประเมิน ติดตามผลการนำหลักสูตร และ/หรือ วัสดุการสอน ไปปฏิบัติ  และรวบรวมข้อมูลจากการประเมิน  การวิเคราะห์ผลเหล่านี้จะช่วยบ่งชี้ถึงช่องว่างหรือจุดอ่อนของกระบวนการสอน  การระบุถึงจุดแข็งและจุดอ่อนก็มีความสำคัญยิ่งเช่นกัน  ผลจากการวิเคราะห์การประเมินผลจะช่วยเป็นแรงผลักดัน (springboard)  สำหรับการวางแผนและการปรับแก้ไขแผน

ขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไข
แม้แต่ในหลักสูตรทางไกลที่ได้พัฒนามาอย่างดีที่สุดแล้ว  ก็ยังต้องมีการแก้ไขปรับปรุงอยู่ดี  และควรจะคาดหมายไว้ว่าถึงอย่างไรก็ยังจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไข  ความจริงแล้วหลักสูตรที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจังน่าจะมีความเชื่อมั่นสูงกว่าหลักสูตรที่ไม่มีข้อตำหนิอย่างใดเลยตั้งแต่การนำเสนอครั้งแรก

การปรับแก้ไขแผนเป็นผลโดยตรงจากกระบวนการประเมินผล อันสืบเนื่องมาจากความเห็นที่ได้รับมาจากผู้ร่วมงานและผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหาสาระ  แหล่งที่ดีที่สุดของความคิดเห็นสำหรับการปรับปรุงแก้ไขอาจจะมาจากความเห็นของผู้สอนเองเกี่ยวกับจุดแข็งและจุดอ่อนของหลักสูตร  ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงควรมีการวางแผนสำหรับการปรับปรุงแก้ไขไว้ทันทีหลังจากหลักสูตรจบสิ้นลง

มักจะมีอยู่บ่อยๆ ที่การปรับปรุงแก้ไขเป็นเพียงเล็กๆ น้อยๆ เช่น แบ่งบทเรียนขนาดใหญ่ให้เป็นบทย่อยๆ   การเพิ่มงานให้นักศึกษาทำตอบกลับมามากขึ้น  หรือการปรับปรุงการตอบโต้กันระหว่างนักศึกษาให้มากขึ้น  แต่ในบางครั้งก็อาจต้องมีการปรับปรุงแก้ไขขนาดใหญ่   การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในหลักสูตรควรจะต้องผ่านการทดสอบสนามก่อนที่จะนำไปใช้ในหลักสูตรใหม่ในอนาคต

ควรทดสอบความเห็นกับกลุ่มนักศึกษา  ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาสาระ  และเพื่อนร่วมงาน ที่เป็นกลุ่มขนาดเล็ก  และจากผลที่ได้จากกระบวนการดังกล่าว ยังจะต้องคำนึงถึงว่า โดยที่ลักษณะของแต่ละห้องเรียนทางไกลนั้นจะแตกต่างกันไป    การปรับปรุงแก้ไขที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนรู้กลุ่มหนึ่งก็อาจไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้กับนักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่ง

บทสรุป
เป็นไปได้ที่จะทำให้กระบวนการพัฒนาการสอนย่นย่อลง (และในบางครั้งก็เป็นการเหมาะสมที่จะกระทำเช่นนั้น) แต่ก็ควรจะกระทำหลังจากได้พิจารณาถึงความต้องการของผู้เรียนรู้  เนื้อหาสาระที่จำเป็นต้องมี  และข้อจำกัดที่ทั้งครูและนักศึกษาต้องเผชิญ   การยึดมั่นในหลักการของการพัฒนาการสอนที่ถูกต้องเท่านั้นจะไม่ช่วยให้ผ่านพ้นอุปสรรคที่ต้องเผชิญในขณะดำเนินการพัฒนาโครงการศึกษาทางไกลให้มีประสิทธิภาพ  แต่ก็จะช่วยสร้างกรอบสำหรับกระบวนการและขั้นตอนเพื่อรับมือกับความท้าทายของปัญหาการสอนที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เอกสารอ้างอิง

–  Beare, P.L. (1989).  The comparative effectiveness of videotapke, audiotape, and telelecture in delivering continuing teacher education.  American Journal of Distance Education.  3(2), 57-66

–  Brooksfield, S.D. (1990).  The skillful teacher:  On technique, trust, and responsiveness in the classroom. San Francisco, CA:  Jossey-Bass.

–  Dick, W., & Carey, L. (1990).  The systematic design of instruction (3rd ed.)  Glenview, IL:  Scott. Foresman, and Company.

–  Gustarfson, K.L. & Powell, G.C. (1991).  Survey of instructional development models with an annotated ERIC bibliography (2nd ed.).  Syracuses, NY: ERIC Clearinghouse on Information Resources. (ED 335 027)

[print pdf]

โพสท์ใน การศึกษาทางไกล | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , | ใส่ความเห็น

02_กลยุทธ์สำหรับการศึกษาทางไกล

แหล่งอ้างอิง
University of Idaho, College of Engineering
http://www.uidaho.edu/eo

  • การสอนทางไกลมีข้อแตกต่างอย่างไร?
  • ทำไมจึงสอนทางไกล?
  • การปรับปรุงการวางแผนและการจัดเตรียมการสอน
  • การสนองความต้องการของนักศึกษา
  • การใช้ทักษะการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การปรับปรุงการตอบโต้และผลตอบกลับ
  • เอกสารอ้างอิง

การสอนทางไกลมีข้อแตกต่างอย่างไร?
ครูสอนในชั้นเรียนแบบเดิมจะต้องพึ่งปฏิกริยาของนักศึกษาที่มองเห็นได้ และกริยาบางอย่างของนักศึกษาที่ไม่แสดงออกโดยตรงแต่สังเกตเห็นได้ เป็นสิ่งช่วยทำให้การสอนบทเรียนต่างๆ ทำได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น การมองชั่วแวบจะทำให้ทราบว่า นักศึกษาคนไหนกำลังจดบันทึกลงด้วยความสนใจ ใครกำลังครุ่นคิดถึงแนวความคิดที่ยากยิ่ง หรือใครกำลังเตรียมจะให้ความคิดเห็น ส่วนนักศึกษาที่ไม่พึงพอใจ สับสน หรือเหนื่อยล้า หรือเบื่อหน่าย ก็จะสามารถทราบได้เช่นกัน ในระหว่างการสอน ครูที่ตั้งใจสอนจะรู้ หรือสามารถรับรู้ได้และจะวิเคราะห์สิ่งที่สังเกตเห็นเหล่านี้ และปรับวิธีการสอนให้เข้ากับความต้องการของชั้นเรียน
ในทางตรงกันข้าม ครูสอนทางไกลแทบจะไม่มีภาพที่บ่งบอกกริยาดังกล่าวให้รู้ หรือหากจะมีก็น้อยมาก ภาพที่ปรากฏจะผ่านเครื่องมือเทคนิค เช่น วีดีโอมอนิเตอร์ เป็นการยากที่จะทำให้มีการหารือกันระหว่างครูและนักศึกษาในเมื่อการตอบสนองจะถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยข้อกำหนดทางด้านเทคนิค และระยะทาง หากไม่มีการใช้สื่อภาพที่ถ่ายทอดในขณะนั้น เช่น โทรทัศน์ ครูก็จะไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นภาพจากที่ตั้งที่อยู่ห่างไกลออกไป ครูอาจจะไม่มีโอกาสได้ทราบสิ่งต่างๆ เช่น นักศึกษากำลังหลับอยู่หรือเปล่า กำลังคุยกันหรือเปล่า หรือแม้แต่นักศึกษาอยู่ในห้องเรียนหรือเปล่า การที่ต้องอยู่ห่างไกลจากกันทำให้มีผลต่อความรู้สึกร่วมระหว่างครูกับชั้นเรียน การที่ต้องอยู่ในคนละชุมชน หรือเขตภูมิภาคที่ต่างกัน หรือแม้แต่คนละประเทศ ทำให้ครูและนักศึกษาสูญเสียความรู้สึกว่าอยู่ร่วมชุมชนเดียวกัน

ทำไมจึงสอนทางไกล?
มีครูจำนวนมากที่รู้สึกว่า การสอนทางไกลมีผลดีมากกว่าอุปสรรคที่จะต้องเผชิญ ที่จริงแล้ว ครูมักจะให้ความเห็นว่า การต้องเตรียมการสอนทางไกลอย่างจริงจังทำให้ความสามารถโดยทั่วไปในการสอนดีขึ้น และรู้สึกมีความเข้าใจนักศึกษามากขึ้น
ความท้าทายที่เกิดจากการศึกษาทางไกล กลับทำให้เกิดโอกาสดีๆ เหล่านี้
– ทำให้สามารถเข้าถึงผู้ชมที่เป็นนักศึกษาได้กว้างขวางขึ้น
– สามารถสนองความต้องการของนักศึกษาที่ไม่สามารถมาเข้าชั้นเรียนที่โรงเรียนได้
– อาจนำผู้บรรยายจากภายนอกมาร่วมด้วย ซึ่งตามปกติแล้วไม่อาจเชิญมาได้
– เชื่อมโยงนักศึกษาที่มีพื้นเพทางด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และประสบการณ์ที่แตกต่างกันเข้าด้วยกัน

การปรับปรุงการวางแผนและการจัดเตรียมการสอน
ในการพัฒนาหรือปรับการสอนทางไกล เนื้อหาสาระสำคัญจะไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าการนำเสนอจะต้องใช้กลยุทธ์แบบใหม่และต้องใช้เวลามากขึ้น
ข้อแนะนำสำหรับการวางแผนและการจัดเตรียมการสอนหลักสูตรการสอนทางไกลจะรวมถึงสิ่งต่อไปนี้
1. เริ่มกระบวนการการวางแผนหลักสูตรโดยการศึกษาจากผลการวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาทางไกล มีผลสรุปเกี่ยวกับงานวิจัยให้ศึกษาอยู่หลายเรื่อง (ดู Moore & Thompson, 1990)
2. ก่อนที่พัฒนาอะไรขึ้นมาใหม่ ให้ตรวจสอบและทบทวนวัสดุการสอนที่มีอยู่แล้วก่อน เพื่อจะได้ทราบถึงแนวความคิดเกี่ยวกับเนื้อหาสาระและการนำเสนอ
3. ในการพิจารณาว่าปัญหาในการสอนคืออะไร ให้หลีกเลี่ยงการแก้ไขปัญหาทางด้านเทคนิค ให้วิเคราะห์และเข้าใจถึงข้อดีและข้อเสียของวิธีการสอนที่เป็นไปได้ที่มีให้เลือก (เช่น ทางด้านโสต วีดีโอ ข้อมูล และสิ่งตีพิมพ์) โดยไม่เพียงแต่ว่าจะเผยแพร่การสอนด้วยวิธีใด (เช่น โดยการแพร่ภาพทางดาวเทียม ผ่านคลื่นไมโครเวฟ หรือ fiber optic cable ฯลฯ) แต่จะต้องพิจารณาในแง่ความต้องการของผู้เรียน และข้อกำหนดของหลักสูตร ก่อนที่จะทำการเลือกใช้เทคโนโลยีการสอนแบบผสม
4. การฝึกฝนเทคนิคการสอนที่ถ่ายทอดกันมาก็สำคัญยิ่งสำหรับทั้งครูและนักศึกษา อาจจัดให้มีการซ้อมล่วงหน้าก่อนชั่วโมงสอนจริงเพื่อให้ได้ลองฝึกการใช้เทคนิคการสอนอย่างไม่เป็นทางการ และเรียนรู้ถึงบทบาทและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่สนับสนุนด้านเทคนิค
5. เมื่อเริ่มชั้นเรียนให้เริ่มหารือกันอย่างเปิดเผยเพื่อกำหนดระเบียบ แนวทาง และมาตรฐาน เมื่อได้กำหนดขั้นตอนต่างๆ แล้ว ให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
6. ให้แน่ใจว่าในแต่ละสถานี (site) มีอุปกรณ์ที่ใช้งานได้และสามารถเข้าถึงได้ จัดให้มีสายตรงทีไม่ต้องเสียเงินสำหรับการรายงานและแก้ไขปัญหาต่างๆ
7. หากมีการส่งวัสดุเกี่ยวกับหลักสูตรทางไปรษณีย์ ให้แน่ใจว่าปลายทางจะได้รับก่อนที่การสอนจะเริ่มขึ้น เพื่อช่วยนักศึกษาให้เก็บวัสดุการสอนไว้ให้เป็นระเบียบ ให้รวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอน เอกสารที่แจกจ่าย และเอกสารประกอบการอ่านอื่นๆ ไว้ด้วยกันก่อนจะส่งออกไป
8. ให้เริ่มการสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยให้จำนวนสถานีปลายทางและจำนวนนักศึกษาอยู่ในระดับที่สามารถบริหารได้ อุปสรรคทางด้าน logistics จะยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อมีจำนวนสถานีปลายทางเพิ่มขึ้น

การสนองความต้องการของนักศึกษา
เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นักศึกษาจะต้องปรับตัวเข้าได้กับการสอนและการเรียนในระบบทางไกล ควรจะพยายามปรับระบบการสอนให้ช่วยกระตุ้นและสนองความต้องการของนักศึกษา ทั้งในด้านของเนื้อหาสาระและสไตล์การเรียนรู้ที่อยากให้เป็น
ในการสนองความต้องการของนักศึกษาให้พิจารณาถึงการใช้กลยุทธ์ต่อไปนี้
1. ช่วยให้นักศึกษาได้คุ้นเคยและเข้ากันได้กับเทคนิคการสอน และเตรียมให้นักศึกษารู้จักแก้ไขปัญหาหากมีปัญหาทางด้านเทคนิคเกิดขึ้น ให้เน้นในด้านการแก้ปํญหาร่วมกัน อย่าไปตำหนิปัญหาทางด้านเทคนิคที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง
2. ทำให้นักศึกษาตระหนักและปรับตัวเข้าได้กับรูปแบบของการสื่อสารที่จะนำมาใช้ในหลักสูตร (Holmberg, 1985)
3. เรียนรู้เกี่ยวกับพื้นเพและประสบการณ์ของนักศึกษา การได้สนทนาเกี่ยวกับภูมิหลังและความสนใจของผู้สอนก็สำคัญยิ่งเช่นกัน
4. ต้องตระหนักถึงสไตล์การสื่อสาร และพื้นเพทางด้านวัฒนธรรมที่ต่างกัน ตัวอย่าง เช่น นักศึกษาอาจจะมีความถนัดด้านภาษาต่างกัน และอารมณ์ขันก็มักจะน่าขันสำหรับคนในบางกลุ่มเท่านั้น ส่วนคนกลุ่มอื่นๆ อาจไม่รู้สึกขัน
5. โปรดจำไว้ว่านักศึกษาจะต้องมีบทบาทสำคัญในหลักสูตรการเรียนทางไกล โดยแต่ละคนจะต้องมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตน
6. พึงตระหนักถึงความจำเป็นของนักศึกษาที่จะต้องทำงานให้ทันกับกำหนดเวลาที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ให้ แม้ว่าความล่าช้าอาจมีสาเหตุมาจากการส่งไปรษณีย์ในชนบท

รใช้ทักษะการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ
การสอนทางไกลที่มีประสิทธิภาพส่วนใหญ่จะเกิดจากการปรับทักษะการสอนที่มีอยู่แล้วให้สูงยิ่งขึ้น แทนที่จะเป็นการพัฒนาความสามารถใหม่ๆ โปรดให้ความสนใจเป็นพิเศษกับสิ่งต่อไปนี้
1. ประเมินขนาดของเนื้อหาสาระที่จะนำมาสอนในหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง เนื่องจากมีเรื่อง logistics เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การนำเสนอสาระสำหรับการศึกษาทางไกลจึงมักจะใช้เวลามากกว่าการสอนเรื่องเดียวกันในการสอนแบบวิธีดั้งเดิม
2. พึงตระหนักว่า นักศึกษาที่มาร่วมด้วยจะมีสไตล์การเรียนรู้ต่างกัน บางคนจะสามารถเรียนได้อย่างดีในลักษณะการเรียนเป็นกลุ่ม แต่บางคนจะเรียนได้ดีกว่าหากเรียนด้วยตนเอง
3. กระจาย และจัดกิจกรรมหลักสูตรห่างเป็นช่วงๆ และหลีกเลี่ยงการบรรยายติดต่อกันเป็นเวลานาน แยกการนำเสนอสาระเป็นช่วงๆ ด้วยการหารือกัน และการให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัด
4. ทำให้หลักสูตรมีชีวิตชีวาขึ้นโดยมุ่งจุดสนใจไปยังนักศึกษา ไม่ใช่ระบบการสอน
5. ลองใช้ส่วนประกอบที่เป็นสิ่งพิมพ์เพื่อเสริมการใช้วัสดุที่ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ (ดู Graham & Wedman, 1989)
6. .ใช้กรณีศึกษาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องและตัวอย่างให้มากเท่าที่จะทำได้เพื่อช่วยนักศึกษาให้เข้าใจและนำสาระในหลักสูตรมาใช้ประยุกต์
7. โดยที่การสอนทางไกลไม่ได้ใช้แทนที่การสอนแบบเผชิญหน้ากัน และการสอนแบบกลุ่มย่อย จึงควรให้ผู้สอนเข้ามามีบทบาทในการสอนเป็นการส่วนตัว แต่หากมีงบประมาณและเวลาเพียงพอก็ให้สอนอย่างน้อยหนึ่งบทเรียนจากแต่ละสถานี (site) หากยิ่งสอนได้เร็วตั้งแต่ตอนเริ่มหลักสูตรก็ยิ่งดี
8. ต้องกะทัดรัด ใช้ถ้อยคำที่สั้น และหนักแน่น และถามคำถามตรง โดยตระหนักว่าการเชื่อมต่อทางด้านเทคนิคอาจจะทำให้นักศึกษาใช้เวลามากขึ้นในการตอบ
9. พัฒนากลยุทธ์สำหรับช่วยเสริมความสามารถของนักศึกษา การทบทวน การช่วยย้ำ และการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว การใช้การหารือตัวต่อตัวทางโทรศัพท์ และการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์เมล์อาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด
10. และท้ายสุดคือ การปล่อยตัวตามสบาย (relax) ผู้เข้าร่วมจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับกระบวนการการศึกษาทางไกลได้อย่างรวดเร็ว และจังหวะจะโคนที่เป็นธรรมชาติของการสอนอย่างมีประสิทธิภาพก็จะกลับคืนมา

การปรับปรุงการตอบโต้และผลตอบกลับ
การใช้กลยุทธ์การตอบโต้ (interaction) และผลตอบกลับ (feedback)ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยทำให้ผู้สอนสามารถบ่งชี้และสนองความต้องการของนักศึกษาแต่ละคนได้ ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการเปิดเวทีให้เสนอคำแนะนำสำหรับการปรับปรุงหลักสูตร เพื่อปรับปรุงการตอบโต้และผลตอบกลับ อาจจะลองปฏิบัติดังนี้
1. ใช้คำถามที่ได้มีการศึกษามาก่อนเริ่มชั้นเรียนและที่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้าสำหรับกระตุ้นให้เกิดความคิดในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ และทำให้เกิดการมีส่วนร่วมโดยผู้เรียนรู้ โดยตระหนักว่าจะต้องใช้เวลาในการปรับรูปแบบการสื่อสารให้ดีขึ้น
2. ในระยะแรกของหลักสูตรกำหนดให้นักศึกษาได้ติดต่อกับครู และให้มีการตอบโต้ระหว่างนักศึกษาเองโดยใช้อีเมล์ เพื่อให้นักศึกษารู้สึกง่ายในการติดต่อ การพยายามรักษาและการติดต่อโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์นี้จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ
3. กำหนดเวลาสำหรับการโทรศัพท์ติดต่อช่วงเวลาทำงานโดยให้หมายเลขโทรศัพท์ที่โทรได้โดยไม่เสียเงิน
อาจกำหนดเป็นเวลาทำงานในช่วงเย็นหากนักศึกษาส่วนใหญ่ต้องเรียนในช่วงกลางวัน
4. รวบรวมวิธีการเผยแพร่การสื่อสารทางไกลแบบต่างๆ ที่ใช้สำหรับการตอบโต้และสำหรับผลตอบกลับ รวมทั้งการติดต่อบุคคลต่อบุคคลและการสื่อสารแบบ conference calls การใช้แฟกซ์ อีเมล์ วีดีโอ และ computer conferencing หากเป็นไปได้ ให้ใช้วิธีการไปเยี่ยมด้วยตนเอง
5. ติดต่อกับแต่ละสถานี (site) หรือติดต่อกับนักศึกษาทุกสัปดาห์หากเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นของหลักสูตร ทำการบันทึกเกี่ยวกับนักศึกษาที่ไม่ได้มาร่วมในระหว่างการเปิดสอนชั่วโมงแรก และติดต่อกับแต่ละคนหลังจากเลิกชั้นเรียน
6. ใช้โปสการ์ดที่ติดแสตมป์และจ่าหน้าตำบลที่อยู่ล่วงหน้า การประชุมโดยโทรศัพท์นอกเวลาเรียน (out-of-class phone conferences) และอีเมล์ สำหรับผลตอบกลับในเรื่องเนื้อหาสาระของหลักสูตร ความเหมาะสม ช่วงจังหวะ ปัญหาในการเผยแพร่การสอน และข้อกังวลเกี่ยวกับการสอน
7. ให้นักศึกษาบันทึกความคิดความเห็นของตนเกี่ยวกับเนื้อหาสาระของหลักสูตร รวมทั้งความก้าวหน้าในการเรียนของแต่ละคนและข้อกังวลอื่นๆ กำหนดให้นักศึกษาส่งบันทึกนั้นมาให้บ่อยๆ
8. ใช้ผู้ช่วยอำนวยความสะดวกที่อยู่ในพื้นที่แต่ละแห่งเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการตอบโต้เมื่อนักศึกษาทางไกลลังเลที่จะถามคำถามหรือมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ผู้ช่วยผู้อำนวยความสะดวกยังสามารถทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาในพื้นที่นั้นให้กับผู้สอนได้ด้วย
9. ติดต่อกับนักศึกษาแต่ละคนเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เข้าร่วมทุกคนมีโอกาสเพียงพอในการโต้ตอบ ในขณะเดียวกันก็พยายามลดบทบาทของนักศึกษาบางคนหรือบางสถานีการเรียนที่พยายามจะใช้เวลาในการสอนส่วนใหญ่ของครูเพื่อตน โดยการใช้วิธีสุภาพแต่หนักแน่น
10. ให้แสดงความเห็นโดยละเอียดต่องานที่ได้มอบหมายให้นักศึกษา ให้อ้างอิงถึงแหล่งข้อมูลที่อาจหาได้เพิ่มเติม ส่งผลงานของนักศึกษากลับคืนโดยเร็ว หากสะดวกอาจส่งโดยการใช้แฟกซ์ หรืออีเมล์

เอกสารอ้างอิง

– Blanchard, W. (1989). Telecourse effectiveness: A research-review update. Olympia, WA: Washington State Board for Community College Education. (ED 320 554)
– Graham, S.W., & Wedman, J.F. (1989). Enhancing the appeal of teletraining. Journal of Instructional Psychology, 16 ®, 183-191.
– Holmberg, B. (1985). Communication in distance study. In status and trends of distance education. Lund, Sweden: Lector Publishing.
– Moore, M.G., & Thompson, M.M., with Quigley, A.B., Clark, G.C., & Goff, G.G. (1990). The effects of distance learning: A summary of the literature. Research Monograph No. 2. University Park, PA: The Pennsylvania State University, American Center for the Study of Distance Education. (ED 330 321)

[print pdf]

โพสท์ใน การศึกษาทางไกล | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น

01_การศึกษาทางไกล

แหล่งที่มา
University of Idaho, College of Engineering
http://www.uidaho.edu/eo

  • การศึกษาทางไกลคืออะไร?
  • การศึกษาทางไกลมีประสิทธิภาพไหม?
  • จะนำการศึกษาทางไกลไปสู่ผู้รับได้อย่างไร?
  • เทคโนโลยีแบบใดดีที่สุด?
  • การศึกษาทางไกลที่ประสิทธิภาพ
  • บุคคลสำคัญในการศึกษาทางไกล
  • อ้างอิง

การศึกษาทางไกลคืออะไร?
ภายในบริบทของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี และสภาพการตลาด ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาได้ตอบสนองต่อการท้าทายด้วยการเพิ่มโอกาสในการศึกษาให้มากขึ้นโดยไม่ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น สถาบันการศึกษาหลายแห่งได้พัฒนารายการสำหรับการศึกษาทางไกลขึ้น ในระดับพื้นฐานที่สุด การศึกษาทางไกลเกิดขึ้นเมื่อครูและนักศึกษาต้องอยู่ห่างไกลจากกันเนื่องจากระยะทาง และมีการใช้เทคโนโลยี (คือ เสียง วีดีโอ ข้อมูล และสิ่งพิมพ์) ที่มักจะผสมผสานร่วมกันกับการใช้วิธีสื่อสารแบบเผชิญหน้ากัน เพื่อช่วยลดช่องว่างในการสอนดังกล่าว รายการการสอนแบบนี้ช่วยให้ผู้ใหญ่มีโอกาสเป็นครั้งที่สองที่จะได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และยังเข้าถึงผู้เสียโอกาสเนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องเวลา ระยะทาง หรือความพิการทางร่างกาย และช่วยทำให้คนงานได้รับความรู้ทันสมัยจากสถานที่ทำงาน

การศึกษาทางไกลมีประสิทธิภาพไหม?
นักการศึกษามักจะถามว่า นักศึกษาที่เรียนด้วยวิธีการศึกษาทางไกลจะสามารถเรียนรู้ได้มากเท่ากับนักศึกษาที่ได้รับการศึกษาจากครูในการสอนแบบเผชิญหน้าแบบเดิมหรือไม่ ผลการวิจัยที่เปรียบเทียบการศึกษาทางไกลกับวิธีเผชิญหน้าแบบเดิมชี้ให้เห็นว่า การสอนและการเรียนทางไกลอาจมีประสิทธิภาพพอๆ กับการศึกษาด้วยวิธีแบบเดิม หากมีการใช้วิธีการและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการสอน มีการตอบโต้กันระหว่างนักศึกษา และสามารถติดตามผลการสอนได้ทันเวลา

จะนำการศึกษาทางไกลไปสู่ผู้รับได้อย่างไร?
มีทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีสำหรับนักศึกษาทางไกลหลายวิธี แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
1. เสียง เครื่องมือโสตที่ใช้ในการสอนจะรวมถึงเทคโนโลยีในการโต้ตอบ (interactive) คือโทรศัพท์ การทำ audioconferencing และวิทยุคลื่นสั้น ส่วนเครื่องมือสำหรับกรณีที่ไม่มีการโต้ตอบ (passive audio tools) ได้แก่ การใช้เทป และวีดีโอ
2. วีดีโอ เครื่องมือวีดีโอสำหรับใช้ในการสอนรวมถึงภาพนิ่ง เช่น สไลด์ ภาพเคลื่อนไหวที่ได้ผลิตไว้ล่วงหน้า (เช่น แผ่นฟิลม์ วีดีโอเทป) และภาพเคลื่อนไหวรวมกับ audioconferencing
3. ข้อมูล (data) คอมพิวเตอร์รับและส่งข้อมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงใช้คำว่า ข้อมูล (data) เพื่ออธิบายถึงเครื่องมือการสอนที่แบ่งเป็นประเภทอย่างกว้างๆ นี้ การใช้คอมพิวเตอร์สำหรับการศึกษาทางไกลมีหลายแบบรวมทั้ง
3.1 การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย (computer-assisted instruction – CAI) เป็นการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องสอนบทเรียนให้กับแต่ละบุคคล
3.2 การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องบริหาร (computer-managed instruction – CMI) โดยใช้คอมพิวเตอร์ในการเตรียมบทการสอน และติดตามผลงานและความก้าวหน้าของนักศึกษา
3.3 การศึกษาโดยการใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง (computer-mediated education – CME) อธิบายถึงการใช้คอมพิวเตอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการนำการสอนไปสู่นักศึกษา ตัวอย่างเช่น อิเล็กทรอนิกส์เมล์ แฟกซ์ การทำ real-time computer conferencing และการใช้ world-wide web
4. สิ่งตีพิมพ์ (print) เป็นพื้นฐานของการศึกษาทางไกล และเป็นที่มาของวิธีการต่างๆ ที่ใช้ในการเผยแพร่การสอน รูปแบบของสิ่งพิมพ์ต่างๆ ได้แก่ หนังสือเรียน คู่มือการเรียน หนังสือคู่มือทำแบบฝึกหัด หลักสูตรการเรียนการสอน และการศึกษาเฉพาะกรณี

เทคโนโลยีแบบใดดีที่สุด?
แม้ว่าเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่การศึกษาทางไกล สิ่งที่นักการศึกษายังคงต้องให้ความสำคัญก็คือผลการสอนต่างหาก ไม่ใช่เทคโนโลยีในการเผยแพร่การศึกษาสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การศึกษาทางไกลที่มีประสิทธิภาพก็คือ การเน้นในเรื่องความต้องการของผู้เรียนรู้ เนื้อหาสาระที่ต้องการ และข้อจำกัดที่ผู้สอนต้องเผชิญก่อนที่จะเลือกวิธีการเผยแพร่บทเรียน วิธีการดังกล่าวทำให้มีการใช้สื่อหลายชนิดปนกัน แต่ละแบบก็เหมาะจะใช้กับแต่ละจุดมุ่งหมายโดยเฉพาะ เช่น
1. การใช้ส่วนประกอบที่เน้นสิ่งตีพิมพ์จะช่วยให้สามารถเสนอสาระสำหรับการสอนได้ในรูปของการทำหนังสือเรียน รวมทั้งสำหรับการอ่าน หลักสูตรการเรียนการสอน และตารางกำหนดการวันต่อวัน
2. การทำในรูปแบบ interactive audio หรือ video conferencing สามารถทำให้มีการตอบโต้กัน
แบบเผชิญหน้า (หรือการใช้เสียงตอบโต้กัน) วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีมากและคุ้มทุนหากจะมีการเชิญแขกและผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาระมาร่วมด้วย
3. อาจใช้ computer conferencing หรือ อีเมล์เพื่อส่งข้อความ ปฏิกริยาต่อการมอบหมายงาน และการติดต่อกับคนในชั้นเรียน และยังช่วยให้มีการตอบโต้มากขึ้นระหว่างนักศึกษา
4. อาจใช้วีดีโอเทปที่อัดไว้ล่วงหน้าแล้วในการสอน และเสนอสาระที่เป็นภาพ
5. อาจใช้แฟกซ์ในการมอบหมายงาน ทำประกาศในขั้นสุดท้าย รับผลงานที่ได้มอบหมายคืนจากนักศึกษา และเพื่อให้ feedback ได้ทันท่วงที
จากการใช้วิธีการต่างๆ ร่วมกันนี้ นักการศึกษาจะต้องเลือกว่าจะใช้เทคโนโลยีแบบใด เป้าหมายก็คือการจัดทำสื่อการสอนที่เป็นแบบผสม เพื่อสนองความต้องการของผู้เรียนรู้ในลักษณะที่มีประสิทธิภาพและประหยัด

การศึกษาทางไกลที่มีประสิทธิภาพ
โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ โครงการการศึกษาทางไกลที่มีประสิทธิภาพจะเริ่มด้วยการวางแผนอย่างระมัดระวัง และการเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของหลักสูตรและความต้องการของนักเรียน จะมีการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมก็ต่อเมื่อได้ทราบข้อมูลข้างต้นโดยละเอียดแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่มีความลับว่าจะทำให้โครงการการศึกษาทางไกลที่มีประสิทธิภาพเกิดขึ้นได้อย่างใด สิ่งดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่จะต้องผ่านการทำงานหนักและการใช้ความพยายามอย่างยิ่งของบุคคลและองค์กรต่างๆ ที่จริงแล้ว โครงการการศึกษาทางไกลที่ได้รับความสำเร็จขึ้นอยู่กับความพยายามที่สม่ำเสมอและความพยายามร่วมกันระหว่างนักศึกษา อาจารย์ ผู้ช่วยอำนวยความสะดวก เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายบริหาร

บุคคลสำคัญในการศึกษาทางไกล
ต่อไปนี้เป็นการอธิบายโดยย่อเกี่ยวกับบทบาทของบุคคลที่มีความสำคัญในด้านการศึกษาทางไกล และความท้าทายที่พวกเขาต้องเผชิญ
1. นักศึกษา การสนองความต้องการของนักศึกษาในการเรียนรู้เป็นพื้นฐานสำคัญของโครงการการศึกษาทางไกลที่มีประสิทธิภาพ และเป็นสิ่งใช้ทดสอบว่าการใช้ความพยายามในการดำเนินโครงการประสบความสำเร็จหรือไม่ ไม่ว่าบริบททางด้านการศึกษาของนักศึกษาจะเป็นเช่นไร บทบาทของนักศึกษาก็คือการเรียนรู้ ซึ่งเป็นงานที่จะต้องฟันฝ่าและจะต้องมีการช่วยกระตุ้น มีการวางแผน มีความสามารถในการวิเคราะห์ และสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ได้ เมื่อมีการสอนโดยการศึกษาทางไกล จะเกิดสิ่งท้าทายเพิ่มขึ้นเพราะนักศึกษามักจะต้องอยู่ห่างไกลจากคนที่มีภูมิหลังและความสนใจร่วมกัน
มีโอกาสเพียงเล็กน้อยที่จะโต้ตอบกับครูที่อยู่นอกห้องเรียน และต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่จะมาลดช่องว่างเหล่านี้
2. คณาจารย์ ความสำเร็จของการศึกษาทางไกลขึ้นอยู่กับครูอาจารย์ ในห้องเรียนแบบเก่า ความรับผิดชอบของครูจะรวมถึงการจัดเตรียมสาระของวิชาในหลักสูตร และการพยายามเข้าใจถึงความต้องการของนักศึกษา แต่เบื้องหน้าก็ยังมีความท้าทายพิเศษที่จะมาเผชิญกับการสอนดังกล่าว ตัวอย่าง เช่น ครูจะต้อง
– เข้าใจถึงลักษณะและความต้องการของนักศึกษาที่อยู่ห่างไกล แต่ก็มีข้อมูลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และมีโอกาสได้พบกับนักศึกษาน้อยมาก
– ต้องปรับสไตล์การสอนโดยพิจารณาถึงความต้องการและประสบการณ์ของผู้ฟังต่างๆ ซึ่งก็มักจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป
– มีความเข้าใจในเทคโนโลยีในการเผยแพร่ ในขณะเดียวกันก็จะต้องให้ความสำคัญถึงบทบาทของตนในการเป็นผู้สอน
– ต้องทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพในฐานะที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกที่มีความชำนาญ และเป็นผู้ให้สาระ
3. ผู้ช่วยอำนวยความสะดวก ผู้สอนมักจะเชื่อในความสามารถของผู้ช่วยอำนวยความสะดวกที่ประจำอยู่ ณ สถานีปลายทางว่า จะช่วยทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างนักศึกษากับผู้สอน แต่เพื่อให้ได้ผลดี ผู้ช่วยอำนวยความสะดวกจะต้องเข้าใจถึงนักศึกษาที่กำลังเรียนรู้และความคาดหมายของผู้สอน ที่สำคัญที่สุด ผู้ช่วยอำนวยความสะดวกจะต้องยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้สอน บทบาทของผู้ช่วยอำนวยความสะดวกมีมากขึ้นแม้แต่ในชั้นเรียนที่บุคคลเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในสาระการสอนเพียงเล็กน้อย อย่างน้อยที่สุด บุคคลเหล่านี้ก็เป็นผู้ติดตั้งอุปกรณ์ รวบรวมงานที่ได้รับมอบหมาย คุมสอบ และทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้กับผู้สอนในปลายทาง
4. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน คนเหล่านี้เป็นผู้ปิดทองหลังพระของการศึกษาทางไกล มีหน้าที่ดูแลให้รายละเอียดต่างๆ ของโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้ส่วนใหญ่ที่ได้รับความสำเร็จจะต้องมีผู้สนับสนุนในงานบริการ ซึ่งรวมถึง การลงทะเบียนนักศึกษา การสำเนาวัสดุการเรียนและทำการแจกจ่าย การสั่งซื้อหนังสือเรียน การติดต่อเพื่อขอใช้ลิขสิทธิ์ การจัดเวลาการใช้สถานที่ การจัดทำรายงานผลการศึกษาของนักศึกษา การบริหารทรัพยากรด้านเทคนิค ฯลฯ
5. เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร แม้ว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารจะมีบทบาทสำคัญในการวางแผนสำหรับการศึกษาทางไกลสำหรับสถาบันการศึกษา แต่เมื่อโครงการเริ่มดำเนินงานแล้ว คนเหล่านี้ก็มักจะไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการ หรือ มักจะมอบหน้าที่ให้ผู้บริหารด้านเทคนิคดูแลแทน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็เป็นยิ่งกว่าผู้ใช้ความคิดเท่านั้น กล่าวคือยังเป็นผู้ทำให้เกิดฉันทามติ เป็นผู้ตัดสินใจ และเป็นกรรมการ พวกเขาจะทำงานใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนเพื่อให้แน่ใจว่ามีการใช้ทรัพยากรด้านเทคนิคอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยสนับสนุนงานด้านวิชาการของสถาบัน ที่สำคัญที่สุด บุคคลเหล่านี้ยังพยายามรักษาเป้าหมายทางด้านวิชาการไว้ โดยตระหนักว่าการสนองตอบความต้องการเรียนรู้ของนักศึกษาที่อยู่ห่างไกลเป็นความรับผิดชอบสูงสุดของตน

เอกสารอ้างอิง
– Moore, M.G. & Thompson, M.M., with Quigley, A.B., Clark, G.C., & Goff, G.G. (1990) The effects of distance learning: A summary of the literature. Research Monograph No.2. University park, PA: The Pennsylvania State University, American Center for the Study of Distance Education. (ED 330 321)
– Verduin, J.R. & Clark, T.A. (1991) Distance education: The foundations of effective practice. San Francisco, CA. Jossey-Bass Publishers

[print pdf]

โพสท์ใน การศึกษาทางไกล, บทความวิชาการ | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

การสื่อความหมายสำหรับทฤษฎีและการวิจัยเกี่ยวกับ HRD

นักวิชาการด้านการศึกษาผู้ใหญ่ได้ยอมรับว่า แม้ว่าตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมาจะได้มีการให้ความสนใจอย่างมากกับ SDL ในสาขาของการศึกษาผู้ใหญ่  แต่เมื่อเร็วๆ นี้ความสนใจและการวิจัยในหัวข้อดังกล่าวโดยทั่วๆ ไปกลับลดลง (Brockett, 2000; Brockett et al., 1994, 2000; Merriam, 2001; Merriam & Caffarella, 1999; Rager, 2003)  หากพิจารณาถึงการให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับการพัฒนาตนเอง และความยืดหยุ่นในวิธีการฝึกอบรมและเผยแพร่การสอน  และความสนใจของผู้ปฏิบัติงานด้าน HRD ที่มีต่อ SDL ในฐานะที่เป็นหัวข้อวิจัยแล้ว  แนวโน้มนี้ก็น่าประหลาดใจยิ่งนัก (Wentling, Brinkley, & Nelson, 1997)

อย่างไรก็ตาม Brockett (2000) ได้สนับสนุนว่า  แทนที่จะยกเลิกการสอบถามเช่นนี้ ความท้าทายก็คือ “ทำอย่างไรจึงจะนำการศึกษาเกี่ยวกับ self-direction ไปสู่ระดับใหม่” (หน้า 543)  ดังนั้น เขาจึงมีข้อเสนอ 4 ประการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้
1.       การทำให้สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับ SDL ทันสมัยอยู่เสมอด้วยข้อเขียนทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
2.      วิจัยถึงวิธีใหม่ๆ ที่จะช่วยตรวจวัด self-directedness
3.      ขยายวิธีการวิจัยให้รวมถึงวิธีเชิงคุณภาพมากยิ่งขึ้น
4.      ส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่อง SDL ระหว่างนักวิชาการที่ทำการวิจัยในเรื่องนี้

ในทำนองเดียวกัน Merriam and Caffarella (1999) ได้ยอมรับว่า ควรจะมีการทดสอบโมเดลของ SDL ที่มีอยู่และควรจะนำข้อแนะนำในอดีตที่ผ่านมาสำหรับการวิจัยมาปฏิบัติ  และควรจะนำแบบต่างๆ ของการวิจัยมาใช้ในการศึกษา SDL รวมทั้ง วิธีการตีความ  การวิพากษ์วิจารณ์ และวิธีของสตรี (feminist approach)   โดยเฉพาะ Brookfield (2000) ได้โต้แย้งว่า “บริบทของการเมือง  เหตุการณ์ทางด้านวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น  และการวางแผนทางด้านสังคม  ของกิจกรรมด้าน SDL  มักจะถูกมองข้ามไป” (หน้า 9) และสนับสนุนว่า ควรจะมีการวางกรอบ SDL ใหม่ให้เป็นแนวความคิดด้านการเมือง

แม้ว่าในปัจจุบันการศึกษาเกี่ยวกับ SDL จะหยุดอยู่กับที่   แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า การสร้างทฤษฎีและการวิจัยเกี่ยวกับ SDL ให้มากยิ่งขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นในการขยายฐานที่เป็นอยู่ในข้อเขียนต่างๆ    Merriam and Caffarella (1999; Merriam, 2001) ได้จัดทำคำถามสำหรับการวิจัยจำนวนมากเพื่อช่วยให้เรามีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับ SDL   และมีคำถามหลายคำถามที่เหมาะสมสำหรับการวิจัยภายใต้บริบทของ HRD

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางคนสนับสนุนว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภายใต้สภาพการณ์ของธุรกิจและอุตสาหกรรมเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับ SDL มากขึ้นในสถานที่ทำงาน (Cho, 2002; Clardy, 2000; Confessore & Kops, 1998; Durr et al., 1996; Vann, 1996; Wentling et al., 1997)

เพื่อให้มีการสร้างทฤษฎีและการวิจัยเพิ่มขึ้นในเรื่องนี้ภายใต้บริบทของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  การวิจัยในบางด้านเกี่ยวกับ SDL ควรจะได้ตรวจสอบถึงสิ่งต่อไปนี้

1.       SDL มีความแพร่หลายเพียงใดในโลกของงานที่มีการเปลี่ยนแปลง   จะนำ SDL รวมเข้าไว้ในโครงสร้างพื้นฐานในการเรียนรู้ขององค์กรได้อย่างไร   การพัฒนาเครื่องมือสำหรับตรวจวัดการเรียนรู้แบบ self-directed ในสถานที่ทำงานเมื่อไม่นานมานี้ อาจเป็นเครื่องมือในการสำรวจที่จะตรวจสอบประเด็นนี้ได้ในเชิงปริมาณ
2.      SDL มีการเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในองค์กรหรือไม่และ อย่างไร   Mumford (1996) ได้เสนอว่าการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพจะต้องได้รับการสร้างสรรค์และกระตุ้นให้เกิดขึ้นในระดับบุคคล (คนต่อคน) และการเรียนเป็นกลุ่ม  กรณีศึกษาหรือวิธีเชิงคุณภาพอื่นๆอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจสอบ SDL ของแต่ละคน รวมทั้งความเชื่อมโยงไปยังการเรียนรู้ของกลุ่มและองค์กรที่กว้างขวางยิ่งขึ้น
3.      ปัจจัยต่างๆ เกี่ยวกับบริบทมีอิทธิพลหรือเป็นอุปสรรคต่อ SDL อย่างไร   Caffarella and Merriam (2000) ยอมรับว่าปัจจัยเกี่ยวกับบริบทมีผลต่อ SDL  และได้บ่งชี้ถึง 2 มิติด้วยกัน คือมิติด้านการโต้ตอบ (interactive) และมิติด้านโครงสร้าง (structural)  มิติด้านการโต้ตอบเกี่ยวข้องกับการโต้ตอบของผู้เรียนรู้ภายในบริบทเฉพาะใดๆ  และมิติด้านโครงสร้างเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรมที่มีผลต่อการเรียนรู้ เช่น เผ่าพันธุ์  ชั้นวรรณะ  เพศ  ชาติพันธุ์  อำนาจ และการกดขี่   การศึกษาเพื่อตรวจสอบปัจจัยด้านบริบทอาจทำได้โดยการใช้วิธีเชิงคุณภาพ
4.      กระบวนการของ SDL แตกต่างกันอย่างไรในสภาพการณ์ขององค์กรที่แตกต่างกัน         SDL จะมีความแตกต่างกันภายในอุตสาหกรรมต่างๆ หรือไม่   อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงต้องการให้ลูกจ้างมีพันธะต่อ SDL มากกว่าในองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีระดับต่ำหรือไม่     ผู้เรียนรู้ในด้านสุขภาพอนามัย  หน่วยงานของรัฐ   และองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร จะมีประสบการณ์เกี่ยวกับ SDL แตกต่างกันหรือไม่      การศึกษาโดยใช้วิธีเชิงคุณภาพ และปริมาณ จะเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับใช้ตรวจสอบประเด็นเหล่านี้
5.      เทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อ SDL อย่างไร  ด้วยวิธีการสำหรับการฝึกอบรมและการเรียนรู้ซึ่งปรับเข้าหากันด้วยเทคโนโลยี (Brandenburg & Ellinger, 2003) และด้วยเทคโนโลยีที่สามารถหามาและเข้าสู่ได้เพิ่มมากขึ้นในองค์กรการทำงานหลายแห่ง (Benson & Johnson, 2002) ผู้เรียนรู้อาจจะมีทรัพยากรในการเรียนรู้จำนวนมากซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของเขาที่มีต่อ SDL  อาจจะนำวิธีการในเชิงปริมาณและคุณภาพมาใช้เพื่อตรวจสอบผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อ SDL
6.       ประเด็นทางด้านวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับ SDL มีอะไรบ้าง   Nah (2000) ได้เสนอแนะว่า
“ไม่ใช่ว่าทุกๆ วัฒนธรรมจะส่งเสริมการพึ่งตนเองและภาวะความเป็นอิสระว่าเป็นข้อดี” (หน้า 18)
ดังนั้นการศึกษาที่ตรวจสอบว่าผู้เรียนรู้เข้าร่วมในโครงการเรียนรู้ในวัฒนธรรมอื่นได้อย่างไรจึงได้รับการสนับสนุน  การวิจัยข้ามวัฒนธรรมและในเชิงเปรียบเทียบจะช่วยให้เราเข้าใจ SDL ได้ดียิ่งขึ้น
7.      มีประเด็นด้านชาติพันธุ์อะไรที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม SDL ในผู้เรียนรู้ซึ่งอาจจะไม่สนใจ  ไม่เต็มใจหรือไม่สามารถที่จะเข้าร่วมใน SDL ในบริบทของงานในองค์กรของเขา   แม้ว่า self-direction มักจะถูกมองว่าเป็นลักษณะบุคลิกด้านบวก  ผู้เรียนรู้ที่มีวิธีการเรียนรู้แบบต้องพึ่งพามากขึ้นและไม่มีปฏิกริยาตอบโต้ภายในสภาพการณ์ของสถานที่ทำงานของเขาอาจจะตกเป็นผู้เสียเปรียบหรือถูกตัดสิทธิเมื่อพบว่าวัฒนธรรมขององค์กรของพวกเขาต้องการวิธีการเรียนรู้ที่ทำให้คนพึ่งพาน้อยลง และจัดการสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองมากขึ้น   เราอาจทำการศึกษาผู้เรียนรู้เหล่านี้เพื่อสำรวจการสื่อความหมายของ SDL ภายใต้เงื่อนไขขององค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลง

Clardy (2000) ได้ยอมรับว่า “ในที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงในสมรรถนะและผลงานขององค์กรจะถูกปรับผ่านการเรียนรู้ของคนงาน”  (หน้า 123)  และมักจะยิ่งเกิดมากขึ้นโดยผ่านวิธีการที่ไม่เป็นทางการและมีลักษณะ self-directed   ดังนั้น  ผู้เป็นหุ้นส่วนในการวิจัยจากวงการวิชาการในสาขาต่างๆ  และผู้ปฏิบัติจากองค์กรซึ่งมีสภาพต่างๆ   ซึ่งมีความสนใจในการวิจัยเกี่ยวกับ SDL   จะช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงภาพรวมของ SDL  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีพอย่างต่อเนื่องกำลังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นโดยองค์กรต่างๆ และสังคม

อย่างไรก็ตาม  ในขณะที่ผลักดันให้มีการวิจัยเกี่ยวกับ SDL ต่อไป  เราก็ควรจะระลึกถึงข้อโต้แย้งของ Brookfield (2000) ที่ว่า ในศูนย์กลางของเรื่อง SDL นั้น ก็คือประเด็นเรื่องอำนาจและการควบคุม  และการเข้าสู่ทรัพยากร   Brookfield ยอมรับว่า “ใครเป็นผู้กำหนดขอบเขตของการตั้งคำถามที่นำไปสู่ความรู้แจ้ง (intellectual inquiry) ยังคงเป็นคำถามทางด้านการเมืองเสมอ ………  การใช้ self-direction จำต้องมีเงื่อนไขบางประการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เกี่ยวกับการเข้าสู่ทรัพยากร   อันเป็นเงื่อนไขที่มีลักษณะเป็นการเมือง”  (หน้า 16)  ประเด็นเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในสภาพขององค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลง      ส่งเสริมให้มีการปรับตัวเข้ากับการเรียนรู้ และมีโครงสร้างการเผยแพร่การเรียนการสอนที่มีความยืดหยุ่น

โพสท์ใน บทความวิชาการ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

การสื่อความหมายของการนำ SDL เข้ามาสู่ HRD Practice

ข้อเขียนเกี่ยวกับ SDL ได้เสนอโมเดลหลายรูปแบบที่อาจนำมาใช้เป็นแนวทางสำหรับ SDL practice ในสภาพการณ์ที่เป็นทางการ เช่น ห้องเรียนทางวิชาการ และใช้ในแผนงานการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการ  ตัวอย่าง เช่น SSDL model ของ Grow (1991) มีกรอบที่อาจจะช่วยครูและผู้ฝึกสอน ในการช่วยผู้เรียนรู้ให้มีการเรียนรู้ที่มีลักษณะเป็น self-directed มากยิ่งขึ้น  ข้อสันนิษฐานของโมเดลก็คือครูหรือผู้ฝึกอบรมจะพยายามดูความเหมาะสมของขั้นตอนของ self-direction ของผู้เรียนรู้  และในขั้นสุดท้ายช่วยเตรียมการให้ผู้เรียนรู้ได้ก้าวไปยังขั้นตอนที่สูงกว่า  ด้วยการยอมรับสไตล์และวิธีการสอนที่แตกต่างกัน ที่อาจมีความเหมาะสมโดยขึ้นอยู่กับระดับการต้องพึ่งพาของผู้เรียนรู้  หรือระดับของ self-directedness ของผู้เรียนรู้  ตัวอย่าง เช่น สำหรับผู้เรียนรู้ที่มักจะต้องพึ่งพา  วิธีการสอนแบบดั้งเดิมอาจเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา  อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เรียนรู้ซึ่งอาจมีลักษณะ self-directed มากกว่า  บทบาทของผู้สอนก็จะเปลี่ยนไปเป็นผู้แนะแนว   ผู้ช่วยอำนวยความสะดวก  หรือผู้ให้คำปรึกษา

ทำนองเดียวกัน  โมเดล 7 ขั้นตอนของ Hammon and Collings (1991)ก็อาจนำมาใช้กับกรณีสภาพการณ์ที่เป็นทางการหากเป้าหมายคือการเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติเกี่ยวกับ SDL   ตัวอย่าง เช่น  โมเดลนี้อาจทำให้ผู้เรียนรู้ในสภาพการณ์ทางวิชาการและแผนงานการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการสามารถควบคุมกระบวนการการเรียนรู้ได้มากยิ่งขึ้น  ทำให้ในที่สุดพวกเขาสามารถใช้การเรียนรู้ในการปรับปรุงสภาวะที่พวกเขาและคนอื่นต้องดำรงชีพและทำงานอยู่  นักวิชาการอีกหลายคนได้กล่าวถึงส่วนประกอบของกระบวนการการสอนและการเรียน (เช่น  การประเมินถึงความต้องการ   การตั้งเป้าหมาย   การระบุถึงสาระการเรียน   การกำหนดความเร็วช้าของการสอน   การเลือกวิธีการสอน  เทคนิคและเครื่องมือการสอน    การควบคุมสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้   การส่งเสริมการทบทวนความคิด (introspection)  การสะท้อนความคิด และการคิดในเชิงวิพากษ์วิจารณ์    บทบาทของผู้สอน/ผู้ฝึกอบรม    และการประเมินการเรียนรู้)  ที่อาจรวมเข้าไว้ในสภาพการณ์อย่างเป็นทางการพร้อมกับเครื่องมือ  เทคนิค และทรัพยากรสำหรับ SDL  (เช่น  เครื่องมือในการวางแผน   เทคนิคในการศึกษาของแต่ละบุคคล   เครื่องมือในการสะท้อนความคิดส่วนบุคคล   การพัฒนาทักษะของแต่ละบุคคล   เทคนิคในการศึกษาเป็นกลุ่ม  และการใช้ชุมชนที่ให้การศึกษา)  (Hiemstra, 2000; Hiemstra & Sisco, 1990; O’Donnell & Caffarella, 1998)

ตัวอย่างเช่น แนวความคิดเกี่ยวกับ learning contract ได้กลายเป็นเครื่องมือของ SDL ที่ถูกนำมาใช้ในสภาพการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อช่วยผู้เรียนรู้ให้สามารถควบคุมการเรียนรู้ของพวกเขาได้   learning contract ยังอาจเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับผู้เรียนรู้ในสถานที่ทำงานดังเช่นกับแผนที่สำหรับการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองและการพัฒนาพร้อมด้วยแผนการปฎิบัติงาน  (Caffarella, 2000)   ยิ่งกว่านั้น การใช้ learning logs เป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนาตนเองก็อาจนำมาใช้ได้เช่นกันในสภาพการณ์เกี่ยวกับวิชาการและการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการ  เช่นเดียวกับการใช้อย่างไม่เป็นทางการเพื่อช่วยผู้เรียนรู้ให้ตระหนักถึงสไตล์การเรียนรู้และประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่สำคัญของพวกเขามากยิ่งขึ้น (Barclay, 1996)

เมื่อไม่นานมานี้  Dunlap and Grabinger (2003) ได้เสนอลักษณะการสอนห้าประการ  (ได้แก่  ภาวะอิสระของนักเรียน    ความรับผิดชอบและความตั้งใจ    กิจกรรมในการจูงใจการเรียนรู้ที่แฝงอยู่    การอยู่ในกรอบวัฒนธรรม (enculturation)   การหารือและร่วมมือระหว่างผู้เรียนรู้  และการสะท้อนความคิด) และได้ให้ภาพรวมของวิธีการสอนสามประการ (ได้แก่  การเรียนรู้ที่มีพื้นฐานมาจากปัญหา   สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เป็นไปโดยตั้งใจ   และการฝึกการรับรู้)   ที่นำเอาลักษณะการสอนห้าประการมาใช้เพื่อสร้างสมรรถนะสำหรับ self-direction    การตระหนักถึง metacognitive   และความโน้มเอียงในการเรียนรู้ตลอดชีพภายใต้สภาพการณ์ที่เป็นทางการยิ่งขึ้น  พวกเขาได้ยอมรับว่าความสามารถเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีพ และโต้แย้งว่านักการศึกษาจำเป็นต้องใช้วิธีการการสอนที่พัฒนาความสามารถเหล่านี้

แม้ว่าโมเดลและเครื่องมือเหล่านี้อาจจะนำมาใช้ได้ภายในบริบทของสภาพการณ์ทางด้านวิชาการที่มีลักษณะเป็นทางการยิ่งขึ้น  แต่วิธีการและกลยุทธ์บางอย่างอาจไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในบริบทของสถานที่ทำงาน  ที่จริงแล้ว แม้ว่าจะมีความจำเป็นสำหรับความเป็นอิสระและ self-directedness ของผู้เรียนรู้  นักวิจัยในหน่วยธุรกิจของอังกฤษและออสเตรเลียได้แสดงให้เห็นว่า ผู้เรียนรู้ทางด้านอาชีพในสถานที่ทำงาน และในสภาพการณ์ของสถาบันยังไม่พร้อมหรือเตรียมพร้อมสำหรับวิธีการเรียนรู้ที่เป็นอิสระเหล่านี้ (Calder & McCollum, 1998 ตามที่อ้างถึงใน Smith, 2001; Sadler-Smith, Down, & Lean, 2000; Smith, 2001; Smith, Robertson, & Wakefield, 2002)      Smith (2002) ได้ยอมรับว่า
ผู้เขียนทางวิชาการหลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนรู้ในสถานที่ทำงานเพื่อให้เกิด self-directed learning ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Edwards, 1995; Calder & McCollum, 1998; Morris-Baskett & Dixon, 1992; Robinson & Arthy, 1999) ว่าเป็นจุดมุ่งหมายที่คุ้มค่าในการเฝ้าติดตามโดยองค์กรที่ปรารถนาจะให้ได้รับความสำเร็จในการพัฒนาความรู้และทักษะเพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งในบริบทของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรม  อย่างไรก็ตามหลักฐานที่ว่าการฝึกอบรมดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนในสถานที่ทำงานนั้นเป็นความจริงที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง (หน้า 109)

ได้มีการบ่งชี้ถึงกลยุทธ์หลายแบบที่จะช่วยให้องค์กรสามารถนำวิธีการเรียนรู้ที่มีลักษณะยืดหยุ่นไปใช้ได้อย่างเต็มที่ (London & Smither, 1999; Smith, 2002; Smith et al., 2002)     Smith (2002; Smith et al.,2002)  ยอมรับว่า ในระดับขององค์กร  นโยบายการฝึกอบรมที่บ่งชี้ถึงการสนับสนุนของฝ่ายบริหารต่อการเรียนรู้ที่มีลักษณะยืดหยุ่นอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญ  เช่นเดียวกับโครงสร้างที่ให้การสนับสนุนและการพัฒนาแก่ทักษะของผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ที่สนับสนุนการพัฒนา SDL   การแสวงหาความรู้และทักษะ  การเอื้อต่อการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่จะได้รับจากชุมชน   Smith และผู้ร่วมงาน (2002) ยังได้ทำการตรวจสอบในเชิงประสบการณ์ถึงความเป็นไปได้ของกลยุทธ์หลายๆ แบบเหล่านี้ และยอมรับว่าส่วนใหญ่ของกลยุทธ์ที่ได้บ่งชี้ไว้สามารถนำไปใช้ได้

ในทำนองเดียวกัน Confessore and Kops (1998) ยังได้ยอมรับว่า การวิจัยเกี่ยวกับ SDL  บ่งชี้ถึงคุณสมบัติหลายประการขององค์กรที่ self-directed learners และผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมต้องการ ซึ่งรวมถึง

1.       ความอดทนต่อความผิดพลาด   การสนับสนุนการทดลองและการเสี่ยง และการเน้นในเรื่องการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
2.      การใช้สไตล์ความเป็นผู้นำแบบมีส่วนร่วม (participative leadership style) และการมอบหมายความรับผิดชอบให้กับสมาชิกขององค์กร
3.      สนับสนุนความริเริ่มในการเรียนรู้ที่มีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายและคุณค่าขององค์กร
4.      การกระตุ้นให้มีการสื่อสารแบบเปิด และมีระบบข่าวสารที่ช่วยให้เกิดความร่วมมือและทำงานกันเป็นทีม และใช้ทรัพยากรในการเรียนรู้ทั้งภายนอกและภายใน
5.      การจัดให้มีโอกาสและสถานการณ์สำหรับการเรียนรู้สำหรับแต่ละบุคคล (หน้า 371)
ลักษณะในเชิงสิ่งแวดล้อมเหล่านี้มีความสอดคล้องกับแนวความคิดในการเรียนรู้ขององค์กร

นอกจากนี้ ในระดับบริหารและระดับผู้นำ  ผู้บริหารและหัวหน้าของคนงานมักจะมีอิทธิพลต่อเงื่อนไขต่างๆ ที่สนับสนุนการพัฒนาตนเอง (Maurer & Tarulli, 1994)  ผู้บริหารหรือหัวหน้างานที่ใกล้ชิดที่สุดมักจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาตนเองโดยการกระตุ้นความรู้สึกในการกำหนดใจตนเอง  และความริเริ่มส่วนบุคคลของคนงาน (London & Smither, 1999)   ผู้บริหารและหัวหน้างานยังสนับสนุนและช่วยแนะแนวความต้องการพัฒนาโดยการทำหน้าที่เป็นผู้สอนฝึกอบรมพิเศษ (coach)  ผู้ให้คำปรึกษา และผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และช่วยให้ได้รับ feedback จากหลายๆ แหล่ง (Beattie, 2002; Ellinger & Bostrom, 1999; Ellinger, Ellinger, & Keller, 2003)

ประการสุดท้าย  สิ่งที่ช่วยสนับสนุนข้อพิจารณาในการเพิ่มบทบาท SDL จะเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือในการประเมิน      ด้วยความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของการพัฒนาตนเอง  การมอบอำนาจให้  และการทำงานเป็นทีมในสถานที่ทำงานที่มีลักษณะเป็น self-directed  ผู้เรียนรู้จำเป็นต้องมีระดับความพร้อมสำหรับ SDL learning ที่สูงยิ่งขึ้น     (Durr et al., 1996)  ผลการศึกษาของ Durr et al ในเรื่องความพร้อมในด้าน  SDL ของผู้เรียนรู้  จากผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ใน Motorola ได้เปิดเผยให้เห็นถึงวิธีการที่มีประโยชน์บางอย่างสำหรับการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติ          การใช้ SDLRS     (Guglielmino, 1977) หรือ Learning Profiles Questionnaire (LPQ)  (ดู ตัวอย่าง เช่น Confessore & Kops, 1998)  เป็นเครื่องมือในการประเมินอาจทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน HRD สามารถให้ความช่วยเหลือได้แก่ผู้เรียนรู้ที่ทำคะแนนต่ำกว่าในเรื่องความพร้อมสำหรับ SDL   หรือคนที่ประเมินค่าของตนในการเป็น self-directed learners  ต่ำเกินไปได้ดีกว่า      ด้วยการจัดให้มีแผนงานด้านการพัฒนาที่ให้ภาพรวมถึงปรัชญาของ SDL   และเน้นในด้านการอำนวยความสะดวกในการแสวงหาทักษะเพื่อยกระดับของ SDL       สำหรับผู้เรียนรู้ที่ทำคะแนน  SDLRS  ได้สูงกว่า  หรือสำหรับคนที่มีทัศนคติในแง่บวกว่าตนเป็น self-directed learners บางทีการให้โอกาสในการสอนฝึกอบรมเป็นพิเศษ และสนับสนุน SDL และการสร้างและดำเนินโครงการการเรียนรู้อาจจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม     สุดท้ายนี้ การจัดหาทรัพยากรในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนรู้เพื่อกระตุ้น SDL ของพวกเขาอาจจะเป็นอีกทางหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์สามารถเพิ่ม SDL ภายในสภาพการณ์ขององค์กร

โพสท์ใน บทความวิชาการ | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น

ผลประโยชน์ของการส่งเสริม SDL ในสถานที่ทำงาน

นักวิชาการจำนวนมากได้ยอมรับว่า การส่งเสริม SDL ในสถานที่ทำงานเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากทักษะและความรู้มิใช่สิ่งที่คงทนถาวร  และลูกจ้างจะต้องรับเอาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเป็นกระบวนการในการประกอบอาชีพอันยาวนาน (Guglielmino & Murdick, 1997;  London & Smither, 1999;  Zemke, 1998) ในขณะที่องค์กรพยายามที่จะสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ที่มีลักษณะตอบสนองและคุ้มทุนมากขึ้น   วิธีการเรียนรู้ที่มีลักษณะยืดหยุ่นที่ได้รวมเอาเทคโนโลยี และลดการใช้วิธีฝึกอบรมแบบเก่าลง ได้เกิดขึ้น  ซึ่งวิธีดังกล่าวจำเป็นที่ผู้เรียนรู้จะต้องมีลักษณะ self-directed ยิ่งขึ้น

ยิ่งกว่านั้น ในขณะที่องค์กรพยายามที่จะพัฒนาให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้  สมรรถนะในการสร้างการเรียนรู้ในระดับบุคคลได้กลายเป็นสิ่งสำคัญหากจะทำให้การเรียนรู้ระดับกลุ่ม และระดับองค์กรเกิดขึ้น (Confessore & Kops, 1998)  กล่าวโดยย่อ  Guglielmino และ Guglielmino (2001) ยืนยันว่า self-directed learner คือสิ่งที่จำเป็นต้องมีสำหรับองค์กรแห่งการเรียนรู้  ทำนองเดียวกัน  Smith (2002) ยืนยันว่า การกระตุ้นคนงานให้กลายเป็น self-directed learners ที่มีประสิทธิภาพนั้นมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์อย่างยิ่ง  เพื่อที่คนงานจะได้สามารถพัฒนาและติดตามเป้าหมายและผลของการเรียนรู้ที่นำไปสู่ความสามารถในการแข่งขัน  โดยไม่จำเป็นต้องรอให้การเรียนรู้เกิดขึ้นจากการฝึกอบรมโดยผู้สอน (หน้า 111)

ในท้ายที่สุด  พันธะที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองและการพัฒนาจะก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งผู้เรียนรู้และองค์กรที่ว่าจ้างพวกเขา (Long & Morris, 1995)  ตราบจนปัจจุบัน  ผลงานวิจัยบางชิ้นได้ให้ข้อแนะนำว่า มีผลตอบแทนสองลักษณะจากการที่นำประเด็น SDL บรรจุเข้าไว้ในองค์กรการทำงาน ซึ่งจะรวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างคะแนน SDL readiness  กับคะแนนจากผลการปฏิบัติงาน  (job performance scores)   และ การประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการปฏิบัติงาน และการฝึกอบรม ได้เป็นจำนวนมาก (Guglielmino & Murdick, 1997)   ยิ่งกว่านั้น  ผู้เรียนรู้ซึ่งมีลักษณะ self-directed มีความโน้มเอียงที่จะมีคุณสมบัติที่จะแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่นและสร้างเครือข่ายกับบุคคลอื่น (Rowland & Volet, 1996)  อย่างไรก็ตาม  Bierema (1996) ได้ยอมรับว่า “ความท้าทายในขั้นสุดท้ายในองค์กรก็คือการช่วยสนับสนุนแนวโน้มของผู้เรียนรู้ที่เป็นผู้ใหญ่เหล่านี้ที่จะกลายเป็น self-directed learners  และต้องไม่สร้างอุปสรรคที่จะขัดขวางหรือทำลายความตั้งใจดังกล่าว” (หน้า 25)

โพสท์ใน บทความวิชาการ | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

คุณสมบัติส่วนบุคคล

คำถามที่ยังคงค้างอยู่ในเรื่อง SDL เกี่ยวข้องกับความคิดในเรื่อง self-directedness ในฐานะที่เป็นคุณสมบัติส่วนบุคคลหรือลักษณะของผู้เรียนรู้   Brockett and Hiemstra (1991)  ได้บ่งชี้ถึง learner self-direction ว่าเป็นบุคลิกที่ถูกสร้างขึ้น  พวกเขายอมรับว่าความรับผิดชอบส่วนบุคคล (คือ ผู้เรียนรู้ยอมรับว่าตนเป็นเจ้าของความคิดและการกระทำของตน) เป็นพื้นฐานสำคัญของ self-direction ในการเรียนรู้  อย่างไรก็ตาม พวกเขายอมรับว่าผู้เรียนรู้จะมีระดับความเต็มใจต่างกันในการยอมรับความรับผิดชอบสำหรับตัวเองในฐานะที่เป็นผู้เรียนรู้ และว่า self-directedness มีการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้มีการให้ความสนใจอย่างยิ่งต่อแนวความคิดของความพร้อมเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับ SDL    Self-Directed Learning Readiness Scale (SDLRS) ของ Guglielmino (1977) เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อประเมินระดับที่แต่ละบุคคลคิดว่าตนเองมีทัศนคติและทักษะที่มักจะเกี่ยวข้องกับความคิดเรื่องความพร้อม  ซึ่งเป็นภาวะภายในของความพร้อมทางด้านจิตวิทยาสำหรับ  self-directed learning

และตามเทคนิคของ Delphi  การวิเคราะห์ (factor analysis)  ทำให้ทราบว่ามีปัจจัยอยู่ 8 อย่างคือ
1.       การเปิดกว้างสำหรับโอกาสในการเรียนรู้
2.       มีความคิดเกี่ยวกับตนเองว่าเป็นผู้เรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
3.      ความริเริ่มและความเป็นอิสระในการเรียนรู้
4.      การยอมรับความรับผิดชอบสำหรับการเรียนรู้ของตน
5.      การใฝ่ใจในการเรียนรู้
6.      มีความสร้างสรรค์
7.      สามารถปรับตัวเข้ากับอนาคต
8.      มีความสามารถในการใช้การศึกษาพื้นฐานและทักษะในการแก้ปัญหา

เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางที่สุด และได้ทำให้เกิดข้อโต้แย้งและการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือและความถูกต้อง (ดู ตัวอย่างเช่น Brockett & Hiemstra, 1991)  เครื่องมืออีกชนิดหนึ่งที่ใช้ประเมิน self-initiated learning และการศึกษาด้านวิชาชีพที่ยังเป็นอยู่ ได้แก่ Oddi Continuing Learning Inventory (OCLI)   Oddi (1986) ได้ชี้ให้เห็นคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความริเริ่มและความอุตสาหะในการเรียนรู้ตลอดชั่วระยะเวลาหนึ่ง   การวิจัยในเวลาต่อมาได้ชี้แนะว่าปัจจัย 3 ประการในเครื่องมือของ Oddi (ได้แก่ ปัจจัยทั่วไป   ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการควบคุมตนเอง (self-regulating)  และความกระตือรือล้นในการอ่าน)นั้นถูกต้อง และสามารถเลียนแบบได้ (Bartlett & Kotrlik, 1999)

นอกจากความพร้อมแล้ว   นักวิจัยคนอื่นยังได้เสนอความคิดเกี่ยวกับภาวะอิสระ (autonomy) ในการเรียนรู้

(Candy, 1991; Chene, 1983)  โดยทั่วไปคนมักจะนึกถึงผู้เรียนรู้อิสระว่าเป็นผู้ที่ไม่ต้องพึ่งพาใคร  สามารถเลือก และตัดสินในเรื่องสำคัญๆ  และมีความสามารถอธิบายได้ถึงระเบียบวิธีปฏิบัติ (norms) และข้อจำกัดของสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน (Merriam & Caffarella, 1999)   Candy ได้ยอมรับว่าภาวะอิสระมีมิติที่เป็นไปตามลักษณะส่วนบุคคลและเป็นไปตามสถานการณ์  และอาจจะไม่ปรากฏให้เห็นในสถานการณ์การเรียนรู้เสมอไป (Brockett & Hiemstra, 1991)  อย่างไรก็ตาม ตัวแปร 4 ตัวที่ดูเหมือนจะมีอิทธิพลต่อขอบเขตที่ผู้เรียนรู้แสดงพฤติกรรมอิสระออกมาก็คือสถานการณ์ในการเรียนรู้
1.      ทักษะด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการเรียนรู้
2.      ความคุ้นเคยกับเรื่องนั้น
3.      มีความรู้สึกเกี่ยวกับความสามารถส่วนตัวในฐานะผู้เรียนรู้
4.      มีพันธะต่อการเรียนรู้ในขณะเวลานั้น (Merriam & Caffarella, 1999)

นอกจากนั้น นักวิชาการคนอื่นยังได้สนับสนุนว่าการพึ่งตนเองและภาวะอิสระอาจจะเป็นการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็น SDL ดังเช่นที่ปฏิบัติกันอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ และการเกี่ยวเนื่องกันอาจจะเป็นคุณลักษณะของ self-directed learners ในวัฒนธรรมอื่น (Nah, 2000)

โพสท์ใน บทความวิชาการ | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น