การสื่อความหมายสำหรับทฤษฎีและการวิจัยเกี่ยวกับ HRD

นักวิชาการด้านการศึกษาผู้ใหญ่ได้ยอมรับว่า แม้ว่าตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมาจะได้มีการให้ความสนใจอย่างมากกับ SDL ในสาขาของการศึกษาผู้ใหญ่  แต่เมื่อเร็วๆ นี้ความสนใจและการวิจัยในหัวข้อดังกล่าวโดยทั่วๆ ไปกลับลดลง (Brockett, 2000; Brockett et al., 1994, 2000; Merriam, 2001; Merriam & Caffarella, 1999; Rager, 2003)  หากพิจารณาถึงการให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับการพัฒนาตนเอง และความยืดหยุ่นในวิธีการฝึกอบรมและเผยแพร่การสอน  และความสนใจของผู้ปฏิบัติงานด้าน HRD ที่มีต่อ SDL ในฐานะที่เป็นหัวข้อวิจัยแล้ว  แนวโน้มนี้ก็น่าประหลาดใจยิ่งนัก (Wentling, Brinkley, & Nelson, 1997)

อย่างไรก็ตาม Brockett (2000) ได้สนับสนุนว่า  แทนที่จะยกเลิกการสอบถามเช่นนี้ ความท้าทายก็คือ “ทำอย่างไรจึงจะนำการศึกษาเกี่ยวกับ self-direction ไปสู่ระดับใหม่” (หน้า 543)  ดังนั้น เขาจึงมีข้อเสนอ 4 ประการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้
1.       การทำให้สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับ SDL ทันสมัยอยู่เสมอด้วยข้อเขียนทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
2.      วิจัยถึงวิธีใหม่ๆ ที่จะช่วยตรวจวัด self-directedness
3.      ขยายวิธีการวิจัยให้รวมถึงวิธีเชิงคุณภาพมากยิ่งขึ้น
4.      ส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่อง SDL ระหว่างนักวิชาการที่ทำการวิจัยในเรื่องนี้

ในทำนองเดียวกัน Merriam and Caffarella (1999) ได้ยอมรับว่า ควรจะมีการทดสอบโมเดลของ SDL ที่มีอยู่และควรจะนำข้อแนะนำในอดีตที่ผ่านมาสำหรับการวิจัยมาปฏิบัติ  และควรจะนำแบบต่างๆ ของการวิจัยมาใช้ในการศึกษา SDL รวมทั้ง วิธีการตีความ  การวิพากษ์วิจารณ์ และวิธีของสตรี (feminist approach)   โดยเฉพาะ Brookfield (2000) ได้โต้แย้งว่า “บริบทของการเมือง  เหตุการณ์ทางด้านวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น  และการวางแผนทางด้านสังคม  ของกิจกรรมด้าน SDL  มักจะถูกมองข้ามไป” (หน้า 9) และสนับสนุนว่า ควรจะมีการวางกรอบ SDL ใหม่ให้เป็นแนวความคิดด้านการเมือง

แม้ว่าในปัจจุบันการศึกษาเกี่ยวกับ SDL จะหยุดอยู่กับที่   แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า การสร้างทฤษฎีและการวิจัยเกี่ยวกับ SDL ให้มากยิ่งขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นในการขยายฐานที่เป็นอยู่ในข้อเขียนต่างๆ    Merriam and Caffarella (1999; Merriam, 2001) ได้จัดทำคำถามสำหรับการวิจัยจำนวนมากเพื่อช่วยให้เรามีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับ SDL   และมีคำถามหลายคำถามที่เหมาะสมสำหรับการวิจัยภายใต้บริบทของ HRD

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางคนสนับสนุนว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภายใต้สภาพการณ์ของธุรกิจและอุตสาหกรรมเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับ SDL มากขึ้นในสถานที่ทำงาน (Cho, 2002; Clardy, 2000; Confessore & Kops, 1998; Durr et al., 1996; Vann, 1996; Wentling et al., 1997)

เพื่อให้มีการสร้างทฤษฎีและการวิจัยเพิ่มขึ้นในเรื่องนี้ภายใต้บริบทของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  การวิจัยในบางด้านเกี่ยวกับ SDL ควรจะได้ตรวจสอบถึงสิ่งต่อไปนี้

1.       SDL มีความแพร่หลายเพียงใดในโลกของงานที่มีการเปลี่ยนแปลง   จะนำ SDL รวมเข้าไว้ในโครงสร้างพื้นฐานในการเรียนรู้ขององค์กรได้อย่างไร   การพัฒนาเครื่องมือสำหรับตรวจวัดการเรียนรู้แบบ self-directed ในสถานที่ทำงานเมื่อไม่นานมานี้ อาจเป็นเครื่องมือในการสำรวจที่จะตรวจสอบประเด็นนี้ได้ในเชิงปริมาณ
2.      SDL มีการเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในองค์กรหรือไม่และ อย่างไร   Mumford (1996) ได้เสนอว่าการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพจะต้องได้รับการสร้างสรรค์และกระตุ้นให้เกิดขึ้นในระดับบุคคล (คนต่อคน) และการเรียนเป็นกลุ่ม  กรณีศึกษาหรือวิธีเชิงคุณภาพอื่นๆอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจสอบ SDL ของแต่ละคน รวมทั้งความเชื่อมโยงไปยังการเรียนรู้ของกลุ่มและองค์กรที่กว้างขวางยิ่งขึ้น
3.      ปัจจัยต่างๆ เกี่ยวกับบริบทมีอิทธิพลหรือเป็นอุปสรรคต่อ SDL อย่างไร   Caffarella and Merriam (2000) ยอมรับว่าปัจจัยเกี่ยวกับบริบทมีผลต่อ SDL  และได้บ่งชี้ถึง 2 มิติด้วยกัน คือมิติด้านการโต้ตอบ (interactive) และมิติด้านโครงสร้าง (structural)  มิติด้านการโต้ตอบเกี่ยวข้องกับการโต้ตอบของผู้เรียนรู้ภายในบริบทเฉพาะใดๆ  และมิติด้านโครงสร้างเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรมที่มีผลต่อการเรียนรู้ เช่น เผ่าพันธุ์  ชั้นวรรณะ  เพศ  ชาติพันธุ์  อำนาจ และการกดขี่   การศึกษาเพื่อตรวจสอบปัจจัยด้านบริบทอาจทำได้โดยการใช้วิธีเชิงคุณภาพ
4.      กระบวนการของ SDL แตกต่างกันอย่างไรในสภาพการณ์ขององค์กรที่แตกต่างกัน         SDL จะมีความแตกต่างกันภายในอุตสาหกรรมต่างๆ หรือไม่   อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงต้องการให้ลูกจ้างมีพันธะต่อ SDL มากกว่าในองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีระดับต่ำหรือไม่     ผู้เรียนรู้ในด้านสุขภาพอนามัย  หน่วยงานของรัฐ   และองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร จะมีประสบการณ์เกี่ยวกับ SDL แตกต่างกันหรือไม่      การศึกษาโดยใช้วิธีเชิงคุณภาพ และปริมาณ จะเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับใช้ตรวจสอบประเด็นเหล่านี้
5.      เทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อ SDL อย่างไร  ด้วยวิธีการสำหรับการฝึกอบรมและการเรียนรู้ซึ่งปรับเข้าหากันด้วยเทคโนโลยี (Brandenburg & Ellinger, 2003) และด้วยเทคโนโลยีที่สามารถหามาและเข้าสู่ได้เพิ่มมากขึ้นในองค์กรการทำงานหลายแห่ง (Benson & Johnson, 2002) ผู้เรียนรู้อาจจะมีทรัพยากรในการเรียนรู้จำนวนมากซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของเขาที่มีต่อ SDL  อาจจะนำวิธีการในเชิงปริมาณและคุณภาพมาใช้เพื่อตรวจสอบผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อ SDL
6.       ประเด็นทางด้านวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับ SDL มีอะไรบ้าง   Nah (2000) ได้เสนอแนะว่า
“ไม่ใช่ว่าทุกๆ วัฒนธรรมจะส่งเสริมการพึ่งตนเองและภาวะความเป็นอิสระว่าเป็นข้อดี” (หน้า 18)
ดังนั้นการศึกษาที่ตรวจสอบว่าผู้เรียนรู้เข้าร่วมในโครงการเรียนรู้ในวัฒนธรรมอื่นได้อย่างไรจึงได้รับการสนับสนุน  การวิจัยข้ามวัฒนธรรมและในเชิงเปรียบเทียบจะช่วยให้เราเข้าใจ SDL ได้ดียิ่งขึ้น
7.      มีประเด็นด้านชาติพันธุ์อะไรที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม SDL ในผู้เรียนรู้ซึ่งอาจจะไม่สนใจ  ไม่เต็มใจหรือไม่สามารถที่จะเข้าร่วมใน SDL ในบริบทของงานในองค์กรของเขา   แม้ว่า self-direction มักจะถูกมองว่าเป็นลักษณะบุคลิกด้านบวก  ผู้เรียนรู้ที่มีวิธีการเรียนรู้แบบต้องพึ่งพามากขึ้นและไม่มีปฏิกริยาตอบโต้ภายในสภาพการณ์ของสถานที่ทำงานของเขาอาจจะตกเป็นผู้เสียเปรียบหรือถูกตัดสิทธิเมื่อพบว่าวัฒนธรรมขององค์กรของพวกเขาต้องการวิธีการเรียนรู้ที่ทำให้คนพึ่งพาน้อยลง และจัดการสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองมากขึ้น   เราอาจทำการศึกษาผู้เรียนรู้เหล่านี้เพื่อสำรวจการสื่อความหมายของ SDL ภายใต้เงื่อนไขขององค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลง

Clardy (2000) ได้ยอมรับว่า “ในที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงในสมรรถนะและผลงานขององค์กรจะถูกปรับผ่านการเรียนรู้ของคนงาน”  (หน้า 123)  และมักจะยิ่งเกิดมากขึ้นโดยผ่านวิธีการที่ไม่เป็นทางการและมีลักษณะ self-directed   ดังนั้น  ผู้เป็นหุ้นส่วนในการวิจัยจากวงการวิชาการในสาขาต่างๆ  และผู้ปฏิบัติจากองค์กรซึ่งมีสภาพต่างๆ   ซึ่งมีความสนใจในการวิจัยเกี่ยวกับ SDL   จะช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงภาพรวมของ SDL  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีพอย่างต่อเนื่องกำลังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นโดยองค์กรต่างๆ และสังคม

อย่างไรก็ตาม  ในขณะที่ผลักดันให้มีการวิจัยเกี่ยวกับ SDL ต่อไป  เราก็ควรจะระลึกถึงข้อโต้แย้งของ Brookfield (2000) ที่ว่า ในศูนย์กลางของเรื่อง SDL นั้น ก็คือประเด็นเรื่องอำนาจและการควบคุม  และการเข้าสู่ทรัพยากร   Brookfield ยอมรับว่า “ใครเป็นผู้กำหนดขอบเขตของการตั้งคำถามที่นำไปสู่ความรู้แจ้ง (intellectual inquiry) ยังคงเป็นคำถามทางด้านการเมืองเสมอ ………  การใช้ self-direction จำต้องมีเงื่อนไขบางประการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เกี่ยวกับการเข้าสู่ทรัพยากร   อันเป็นเงื่อนไขที่มีลักษณะเป็นการเมือง”  (หน้า 16)  ประเด็นเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในสภาพขององค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลง      ส่งเสริมให้มีการปรับตัวเข้ากับการเรียนรู้ และมีโครงสร้างการเผยแพร่การเรียนการสอนที่มีความยืดหยุ่น

เรื่องนี้ถูกเขียนใน บทความวิชาการ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s